อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

17:16

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อได้ยอดเงินรายได้ได้สุทธิต่อปีแล้ว นำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษี ดังนี้




เงินได้สุทธิช่วงเงินได้สุทธิแต่ละขั้นอัตราภาษีร้อยละภาษีแต่ละขั้นเงินได้สุทธิภาษีสะสมสูงสุดของขั้น
1 - 150,000150,000ได้รับยกเว้น--
150,001 - 500,000350,0001035,00035,000
500,001 - 1,000,000500,00020100,000135,000
1,000,001 - 4,000,0003,000,00030900,0001,035,000
4,000,001 บาทขึ้นไป37


กล่าวโดยสรุป อัตราการเสียภาษีเงินได้ ก็คือ
- ผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี คิดง่าย ๆ คือ ผู้ที่ได้รับเงินเดือนเดือนละ 12,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ (ได้รับการยกเว้นภาษี)
- ผู้มีรายได้ 150,000 - 500,000 บาทต่อปี เสียภาษีเงินได้สูงสุด 10%
- ผู้มีรายได้ 500,001 - 1,000,000 บาทต่อปี เสียภาษีเงินได้สูงสุด 20%
- ผู้มีรายได้ 1,000,000 - 4,000,000 บาทต่อปี   เสียภาษีเงินได้สูงสุด 30%
- ผู้มีรายได้ 4,000,001 บาท  ขึ้นไป ต่อปี เสียภาษีเงินได้สูงสุด 37%


หมายเหตุ :- การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิเฉพาะส่วนไม่เกิน 150,000 บาท มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2551 เป็นต้นไป ( พระราชกฤษฎีกา ( ฉบับที่ 470 ) พ.ศ. 2551 )

ข้อมูลอัตราภาษีเงินได้จาก: กรรมสรรพภากร

ทำไมเราจึงไม่ควรเลือกลงทุนซื้อหุ้นตามคนอื่น?

06:37
สิ่งที่นักลงทุนในหุ้นชอบถามหรือพูดคุยกันมากที่สุดคือ ตอนนี้ซื้อหุ้นตัวไหน เพิ่งซื้ออะไรไป เพื่อจะได้ซื้อตาม เผื่อจะโชคดีกับเขาบ้าง นิสัยหนึ่งของนักลงทุนที่เข้ามาตลาดหุ้นใหม่ๆ (หรือบางคนก็เข้ามานานแล้ว) คือ ชอบซื้อหุ้นตามเพื่อน เพื่อนซื้อหุ้นตัวไหน ก็ไปซื้อตาม เพราะคิดว่าเพื่อนผ่านการพิจารณามาดีแล้ว หรือ ซื้อหุ้นตามเซียน เห็นเซียนหุ้นออกปากถึงหุ้นอะไร ก็ซื้อหุ้นตาม



ผู้เขียนเองผ่านการพูดคุยแนว ๆ นี้มาบ้าง จึงอยากแนะนำว่า "ไม่ควรซื้อหุ้นตามคนอื่น" บางคนอาจคิดว่า หวงรึเปล่า คิดรวยคนเดียวหรือ? ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ลองดูคำอธิบายกันก่อน

1. เงินร้อน เงินเย็น

เงินที่นำมาลงทุนของแต่ละคน มีสถานะไม่เหมือนกัน บางคนเอาเงินมรดกมาเล่น บางคนเอาเงินเก็บมาเล่น บางคนกู้มา เพราะฉะนั้นแต่ละคนที่เลือกที่ซื้อหุ้น ต้องพิจารณาดูแล้วว่า ถ้าสูญเสียเงินส่วนนั้นไป จะเกิดผลเช่นไร (เฉยๆ กลุ้มใจนิดหน่อย หรือ บ้าคลั่งไปเลย)

2. แผนการลงทุน

แผนการลงทุนของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนต้องการกำไรแค่ 10% ต่อปี แต่บางคนต้องการ 20% ต่อปี การซื้อหุ้นตัวเดียวกัน คงไม่ทำให้บรรลุเป้าหมาย หรือความต้องการทั้งสองคน

3. ความสามารถในการรับความเสี่ยง

คล้ายข้อเงินร้อน-เงินเย็น แต่ละคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน เพราะมีเงินจำนวนมากน้อย ไม่เท่ากัน เช่น ถ้านาย A มีเงิน 10 ล้านบาท ซื้อหุ้น ABC ไป 1 ล้านบาท นาย B มีเงิน 1 ล้านบาท อยากซื้อหุ้นตามนาย A ทั้งหมด 1 ล้านบาท ...ถ้าราคาหุ้น ABC ลดลงไป 50% นาย A ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เพราะสูญเงินไปเพียง 5% ของพอร์ท แต่นาย B สูญเงินไป 50% เห็นมั้ยครับ?

4. ซื้อตามได้ ตอนขายล่ะ?

เมื่อเราเห็นเพื่อนเรา หรือเซียนหุ้นคนไหน ๆ ก็ตาม ซื้อหุ้นตัวไหน เราอาจจะซื้อตามเค้าได้ แต่ตอนขาย เค้าไม่ยอมบอกเราแน่ครับ (หรือขายก่อน ค่อยบอกเรา) ยิ่งตอนถ้าคนที่เราซื้อตาม เค้าตัดขาดทุน (Cut-Loss) แต่เราไม่กล้าขายนั้น เป็นอารมณ์ที่น่าอึดอัดมาก

5. กลยุทธการลงทุน

นักลงทุนในหุ้นที่ดี ควรมีแนวทางการลงทุนของตัวเอง (หาแนวทางของตัวเองเจอหรือยัง?) บางคนชอบถือยาว บางคนชอบถือสั้นเก็งกำไร บางคนชอบหุ้นปันผล ฯลฯ แต่ละแนวทาง ต้องซื้อหุ้นคนละตัว คนละกลุ่มอุตสาหกรรมกัน

ความจริงแล้ว การพูดคุยปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหุ้น หรือบริษัทจดทะเบียนใด ๆ เป็นสิ่งที่ดี และน่าชื่นชมมากกว่าจะมาติกัน เพราะจะได้รับรู้ถึงความคิดเห็นจากคนอื่นบ้าง อาจเสริม หรือหักล้าง เพื่อไม่ให้เรามีความมั่นใจมากเกินไป และเกิดอคติ (ในแง่ดีและแง่ร้าย) ต่อบริษัทหรือหุ้นตัวนั้น ๆ เพื่อมิตรภาพ และผลตอบแทนสูงสุดของตัวเราเอง

เราฟังใครก็ได้ แต่สุดท้าย เงินของเรา พอร์ทของเรา อนาคตของเรา เราก็ต้องเชื่อตัวเองอยู่ดีครับ


บทความโดย นพเดช เวชพิมล (Twitter: @pizad_sura)