ศัพท์การเงิน: คำศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับหุ้น

12:35
สำหรับผู้ที่เริ่มต้นเล่นหุ้น แน่นอนว่าจะต้องพบเจอกับคำศัพท์ใหม่ ๆ ทางการเงิน คำศัพท์เกี่ยวกับหุ้น ใหม่ ๆ อาจจะไม่เข้าใจความหมายของศัพท์เฉพาะ เราจึงได้รวบรวมคำศัพท์การเงิน คำศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับเรื่องหุ้นโดยเฉพาะ ทั้งคำศัพท์ ศัพท์ภาษาอังกฤษ ตัวย่อ และความหมาย มาให้รู้จักกัน



ราคาเสนอซื้อ (Bid price) : ราคาสูงสุดที่นักลงทุนประสงค์ที่จะจ่ายเพื่อทำการซื้อหลักทรัพย์ โดยทั่วไปราคานี้เป็นราคาที่นักลงทุนสามารถขายหลักทรัพย์ได้เช่นกัน

ราคาเสนอขาย (Offer price) : ราคาที่นักลงทุนประสงค์ที่จะขาย โดยทั่วไปราคานี้เป็นราคาที่นักลงทุนสามารถซื้อหลักทรัพย์ได้เช่นกัน

ค่าคอมมิชชั่น (Commission) : ค่าธรรมเนียมที่จะจ่ายให้กับทางบริษัทหลักทรัพย์ฯเพื่อทำการซื้อขายหลักทรัพย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้น หรือ พันธบัตร

คำสั่งซื้อขายต่อวัน (Day order) : คำสั่งที่ทำการซื้อหรือขายหลักทรัพย์จะหมดอายุภายในวันโดยอัตโนมัติ หากไม่มีการซื้อขายสำเร็จภายในวันที่ป้อนคำสั่ง

การซื้อขาย 1 วัน (Day trading) : การทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์ภายในวันเดียวกัน

ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) : เครื่องมือทางการเงินประเภทหนึ่ง ซึ่งมูลค่าของอนุพันธ์ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของอนุพันธ์, หลักทรัพย์, หรือ ดัชนี เช่น ตราสารอนุพันธ์ที่เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิ์ (warrant) หรือ สัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้าและใบสำคัญอนุพันธ์

เงินปันผล (Dividend) : เงินส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จะจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญและผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ์

ผลกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share-EPS) : ผลกำไรของบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท

คำสั่งซื้อขายสมบูรณ์ (Execution) : การทำการสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์สำเร็จ

ราคาใช้สิทธิ์แปลงสภาพ (Exercise price) : ราคาใช้สิทธิ์แปลงสภาพที่ถูกกำหนดราคาไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะเป็นการซื้อหรือขายก็ได้

วันหมดอายุแปลงสภาพ (Expiration date) : วันสุดท้ายของการแปลงสภาพ (แบบอเมริกัน) หรือ วันแปลงสภาพซึ่งเป็นวันเดียวเท่านั้น (แบบยุโรป)

ตราสารหนี้ (Fixed Income) : หลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาลหรือองค์กรเอกชนที่จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ตามกำหนดเวลา และสามารถชำระคืนเงินต้นเมื่อครบอายุของหลักทรัพย์

หุ้นเสนอขายต่อสาธารณะชน (Initial Public Offering-IPO) : การกระจายหุ้นของบริษัทมหาชนให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

หลักทรัพย์จดทะเบียน (Listed stocks) : หลักทรัพย์ที่ทำการซื้อขาย แลกเปลี่ยนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

มูลค่าตลาด (Market value) : มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ปัจจุบัน

มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (Net Asset Value-NAV) : มูลค่าตลาด ณ ปัจจุบัน ของหุ้นบริษัทกองทุนรวม มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนฯจะคำนวณรายวันด้วยสินทรัพย์รวมของกองทุนฯ, หลักทรัพย์, เงินสด, และรายได้ส่วนเพิ่ม หักลบหนี้สิน แล้วหารด้วยจำนวนหุ้น ณ ปัจจุบัน

การหักลดยอดสุทธิ (Net offset) : การที่ทำรายการซื้อและขายหลักทรัพย์ในวันเดียวกัน โดยการทำรายการตรงกันข้ามเพื่อปิด position

เศษหุ้น (Odd lot) : จำนวนหุ้นที่ต่ำกว่า 100 หุ้นบนกระดานหลักที่จำเป็นจะต้องทำการซื้อขาย

ราคาเปิด (Opening price) : ราคาที่ตลาดฯเปิดทำการซื้อขายของวันนั้นๆ

พอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) : รายการหลักทรัพย์ที่ถือครองไว้ทั้งหมด เช่น หุ้น หรือตราสารทางการเงิน เป็นต้น

Price-Earnings Ratio (PE Ratio) : ราคาตลาดของหลักทรัพย์ หารด้วยกำไรต่อหุ้น ณ ปัจจุบัน หรือ คาดการณ์ในอนาคต นักลงทุนจะใช้ PE Ratio เป็นตัววัดขั้นพื้นฐานของหลักทรัพย์ที่เหมาะสมน่าลงทุนเปรียบเทียบกับหลักทรัพย์อื่น ๆ ค่า Ratio นี้เกี่ยวข้องกับค่าเฉลี่ยของตลาดและความคาดหวังต่อการเติบโตของกำไรของตลาด

ข้อมูลราคาที่เสนอซื้อ-ขาย (Quotation) : ข้อมูลแสดงราคาเสนอซื้อ-เสนอขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่นักลงทุนต้องการซื้อ / ขายหุ้น ณ ขณะนั้น

การชำระราคาหลักทรัพย์ (Settlement) : การจ่ายชำระค่าซื้อ - ขาย หลักทรัพย์ในวันที่กำหนด

วันครบกำหนดชำระ (Settlement date): วันครบกำหนดชำระเงินค่าซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ ที่ต้องชำระค่าซื้อ - ขายหลักทรัพย์ ณ วันครบกำหนดชำระ

ช่วงราคา (Spread) : ส่วนต่างราคาระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายของหลักทรัพย์นั้น ๆ

ใบสำคัญแสดงสิทธิ์ (Warrant) : หลักทรัพย์ที่ให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นซื้อหุ้นในราคาที่และช่วงเวลาที่กำหนด หรือบางกรณี ใบสำคัญแสดงสิทธิ์บางครั้งจะควบไปกับหลักทรัพย์เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ซื้อหุ้นเพิ่มและอาจจะแยกซื้อ-ขายหลังจากการออกจำหน่ายหุ้น ซึ่งใกล้เคียงกับสิทธ์การเรียกซื้อคืน (call options)

อัตราผลตอบแทน (Yield) : รายได้ต่อปี ณ ปัจจุบัน ที่ลงทุนกับกองทุนฯ หรือการลงทุนอื่น ๆ แสดงรายได้ในรูปแบบการจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผลจากกองทุนฯ เป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาที่ลงทุน

ที่มา: KGI Securities

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

17:16

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อได้ยอดเงินรายได้ได้สุทธิต่อปีแล้ว นำไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษี ดังนี้




เงินได้สุทธิช่วงเงินได้สุทธิแต่ละขั้นอัตราภาษีร้อยละภาษีแต่ละขั้นเงินได้สุทธิภาษีสะสมสูงสุดของขั้น
1 - 150,000150,000ได้รับยกเว้น--
150,001 - 500,000350,0001035,00035,000
500,001 - 1,000,000500,00020100,000135,000
1,000,001 - 4,000,0003,000,00030900,0001,035,000
4,000,001 บาทขึ้นไป37


กล่าวโดยสรุป อัตราการเสียภาษีเงินได้ ก็คือ
- ผู้มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี คิดง่าย ๆ คือ ผู้ที่ได้รับเงินเดือนเดือนละ 12,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ (ได้รับการยกเว้นภาษี)
- ผู้มีรายได้ 150,000 - 500,000 บาทต่อปี เสียภาษีเงินได้สูงสุด 10%
- ผู้มีรายได้ 500,001 - 1,000,000 บาทต่อปี เสียภาษีเงินได้สูงสุด 20%
- ผู้มีรายได้ 1,000,000 - 4,000,000 บาทต่อปี   เสียภาษีเงินได้สูงสุด 30%
- ผู้มีรายได้ 4,000,001 บาท  ขึ้นไป ต่อปี เสียภาษีเงินได้สูงสุด 37%


หมายเหตุ :- การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิเฉพาะส่วนไม่เกิน 150,000 บาท มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2551 เป็นต้นไป ( พระราชกฤษฎีกา ( ฉบับที่ 470 ) พ.ศ. 2551 )

ข้อมูลอัตราภาษีเงินได้จาก: กรรมสรรพภากร

ทำไมเราจึงไม่ควรเลือกลงทุนซื้อหุ้นตามคนอื่น?

06:37
สิ่งที่นักลงทุนในหุ้นชอบถามหรือพูดคุยกันมากที่สุดคือ ตอนนี้ซื้อหุ้นตัวไหน เพิ่งซื้ออะไรไป เพื่อจะได้ซื้อตาม เผื่อจะโชคดีกับเขาบ้าง นิสัยหนึ่งของนักลงทุนที่เข้ามาตลาดหุ้นใหม่ๆ (หรือบางคนก็เข้ามานานแล้ว) คือ ชอบซื้อหุ้นตามเพื่อน เพื่อนซื้อหุ้นตัวไหน ก็ไปซื้อตาม เพราะคิดว่าเพื่อนผ่านการพิจารณามาดีแล้ว หรือ ซื้อหุ้นตามเซียน เห็นเซียนหุ้นออกปากถึงหุ้นอะไร ก็ซื้อหุ้นตาม



ผู้เขียนเองผ่านการพูดคุยแนว ๆ นี้มาบ้าง จึงอยากแนะนำว่า "ไม่ควรซื้อหุ้นตามคนอื่น" บางคนอาจคิดว่า หวงรึเปล่า คิดรวยคนเดียวหรือ? ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ลองดูคำอธิบายกันก่อน

1. เงินร้อน เงินเย็น

เงินที่นำมาลงทุนของแต่ละคน มีสถานะไม่เหมือนกัน บางคนเอาเงินมรดกมาเล่น บางคนเอาเงินเก็บมาเล่น บางคนกู้มา เพราะฉะนั้นแต่ละคนที่เลือกที่ซื้อหุ้น ต้องพิจารณาดูแล้วว่า ถ้าสูญเสียเงินส่วนนั้นไป จะเกิดผลเช่นไร (เฉยๆ กลุ้มใจนิดหน่อย หรือ บ้าคลั่งไปเลย)

2. แผนการลงทุน

แผนการลงทุนของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนต้องการกำไรแค่ 10% ต่อปี แต่บางคนต้องการ 20% ต่อปี การซื้อหุ้นตัวเดียวกัน คงไม่ทำให้บรรลุเป้าหมาย หรือความต้องการทั้งสองคน

3. ความสามารถในการรับความเสี่ยง

คล้ายข้อเงินร้อน-เงินเย็น แต่ละคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน เพราะมีเงินจำนวนมากน้อย ไม่เท่ากัน เช่น ถ้านาย A มีเงิน 10 ล้านบาท ซื้อหุ้น ABC ไป 1 ล้านบาท นาย B มีเงิน 1 ล้านบาท อยากซื้อหุ้นตามนาย A ทั้งหมด 1 ล้านบาท ...ถ้าราคาหุ้น ABC ลดลงไป 50% นาย A ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ เพราะสูญเงินไปเพียง 5% ของพอร์ท แต่นาย B สูญเงินไป 50% เห็นมั้ยครับ?

4. ซื้อตามได้ ตอนขายล่ะ?

เมื่อเราเห็นเพื่อนเรา หรือเซียนหุ้นคนไหน ๆ ก็ตาม ซื้อหุ้นตัวไหน เราอาจจะซื้อตามเค้าได้ แต่ตอนขาย เค้าไม่ยอมบอกเราแน่ครับ (หรือขายก่อน ค่อยบอกเรา) ยิ่งตอนถ้าคนที่เราซื้อตาม เค้าตัดขาดทุน (Cut-Loss) แต่เราไม่กล้าขายนั้น เป็นอารมณ์ที่น่าอึดอัดมาก

5. กลยุทธการลงทุน

นักลงทุนในหุ้นที่ดี ควรมีแนวทางการลงทุนของตัวเอง (หาแนวทางของตัวเองเจอหรือยัง?) บางคนชอบถือยาว บางคนชอบถือสั้นเก็งกำไร บางคนชอบหุ้นปันผล ฯลฯ แต่ละแนวทาง ต้องซื้อหุ้นคนละตัว คนละกลุ่มอุตสาหกรรมกัน

ความจริงแล้ว การพูดคุยปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหุ้น หรือบริษัทจดทะเบียนใด ๆ เป็นสิ่งที่ดี และน่าชื่นชมมากกว่าจะมาติกัน เพราะจะได้รับรู้ถึงความคิดเห็นจากคนอื่นบ้าง อาจเสริม หรือหักล้าง เพื่อไม่ให้เรามีความมั่นใจมากเกินไป และเกิดอคติ (ในแง่ดีและแง่ร้าย) ต่อบริษัทหรือหุ้นตัวนั้น ๆ เพื่อมิตรภาพ และผลตอบแทนสูงสุดของตัวเราเอง

เราฟังใครก็ได้ แต่สุดท้าย เงินของเรา พอร์ทของเรา อนาคตของเรา เราก็ต้องเชื่อตัวเองอยู่ดีครับ


บทความโดย นพเดช เวชพิมล (Twitter: @pizad_sura)

อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคืออะไร แต่ละธนาคารให้อัตราเท่าไหร่

13:13
อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หมายถึง อัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปีที่สถาบันการเงินจ่ายให้กับผู้ฝากเงิน เพื่อเป็นค่าตอบแทนที่ผู้ฝากนำเงินมาเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีหลายประเภท หลายอัตรา โดยขึ้นกับระยะเวลาการฝากเงินและเงื่อนไขการถอนเงิน

อัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคาร


อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ในแต่ละรูปแบบนั้นแตกต่างกันไป เช่น อัตราดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่สามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา จึงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน เป็นต้น สามารถดูอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของแต่ละธนาคารได้ ที่นี่ (ข้อมูลอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ของแต่ละธนาคาร ทั้งดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ และดอกเบี้ยเงินฝากประจำ จากธนาคารแห่งประเทศไทย)

ทั้งนี้ เมื่อเราเลือกฝากเงิน ควรเลือกประเภทการฝากเงินที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) ของแต่ละคน เพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฝากเงิน และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้น

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย
อธิบายเพิ่มเติมโดย นพเดช เวชพิมล (Twitter: @pizad_sura)

อัตราดอกเบีัยเงินกู้ มีกี่แบบ อะไรบ้าง

12:54

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงมีอะไรบ้าง

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบมีระยะเวลาสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี
(Minimum Loan Rate: MLR)

หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่หรือลูกค้าชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี
(Minimum Overdraft Rate : MOR)

หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับเงินกู้เบิกเกินบัญชี สำหรับลูกค้าชั้นดี

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี
(Minimum Retail Rate : MRR)

หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
(Minimum Housing Rate : MHR)

หมายถึง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงที่ธนาคารพาณิชย์อาจใช้คิดกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งโดยปกติอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง

ข้อมูลจาก: ธนาคารแห่งประเทศไทย

ลงทุนในหุ้น เริ่มต้นอย่างไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง

02:02
คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการทำความรู้จักกับตลาดหุ้น มีเงินออมไว้อยากลงทุน หรือผู้ที่ต้องการแสวงหาความมั่งคั่งจากตลาดหุ้น

ทำความรู้จักตลาดหุ้น

ทำความรู้จักหลักการทำงานพื้นฐานของตลาดหุ้น ว่ามี หุ้นคืออะไร การซื้อ-ขาย ได้กำไร ขาดทุน ได้ปันผล ได้กันอย่างไร

รู้จักหุ้น - หุ้นคือ การแบ่งส่วนของบริษัทมาขายนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้นักลงทุนมีสิทธ์เป็นเจ้าของบ.ในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยสามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้อย่างอิสระ และหลายๆ คน ใช้กลไกของตลาดหลักทรัพย์มาเก็งกำไรในระยะสั้นๆ
ซื้อขาย - เราซื้อหุ้นได้เมื่อมีคนต้องการขายหุ้น ขายหุ้นได้เมื่อมีคนต้องการซื้อหุ้น แต่ละฝ่ายจะเสนอราคาที่ตนเองต้องการ และเมื่อเจอผู้ที่ต้องการตรงกัน ก็จะทำการซื้อขายได้สำเร็จ
กำไร - เราจะกำไรจากหุ้นเมื่อ ซื้อมา ถูกกว่า ขายไป (ซื้อถูก-ขายแพง) นั่นเอง
ได้ปันผล - เราจะได้ปันผลปีละ 1-3 ครั้งต่อปี แล้วแต่นโยบายของบ.ที่เราถือหุ้น




อ่าน อ่าน และอ่าน

อ่าน ศึกษาหลักการเบื้องต้น แนวความคิด สไตล์การลงทุน เราควรรู้ว่ารูปแบบการลงทุนหลักๆ ทั้งหมด มีอะไรบ้าง เช่น เน้นเก็งกำไร เน้นถือรับปันผล เน้นคุณค่าของหุ้น ฯลฯ เพื่อที่จะได้เลือกตัดสินใจเลือกแนวทาง เพื่อใช้ หรือทดลองใช้ให้เหมาะกับนิสัยของตัวเอง ถ้าคิดว่าไม่เหมาะ หรือไม่ชอบ ก็ลองปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตัวเอง

เปิดบัญชีหุ้น

เมื่อศึกษาจนถึงระดับหนึ่งแล้วก็ลองลงสนามจริงเลย ถ้าอยากลงทุนในหุ้นต้องไปเปิดบัญชีหุ้นกับโบรคเกอร์ที่คุณสะดวกที่จะไป และไว้ใจ เลือกได้ตามต้องการ เอาที่สะดวกและสบายใจ การเลือกโบรคเกอร์ผู้ให้บริการ ก็เหมือนการเลือกธนาคารที่เราจะฝากเงินนั่นแหละครับ เอาที่ตรงความต้องการเราก็พอแล้ว

(รายชื่อโบรคเกอร์ หรือผู้ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศไทย)

ตั้งเป้าหมายการลงทุน

การลงทุน คือการวางแผน เราต้องตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ก่อนลงทุน ว่าเป้าหมายของเราต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต่อปี อยากจะแนะนำเรื่องการตั้งเป้าหมายว่า ไม่ควรตั้งเป้าหมายที่โอเวอร์มากไป เช่น 300% ต่อปี ขนาดวอร์เร็น บัฟเฟ็ต นักลงทุนอันดับ 1 ของโลก ยังได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ประมาณ 20-25% เท่านั้น

ศึกษาหุ้นรายตัว

คำถามที่เกิดหลังจากการเปิดบัญชีหุ้น และมีเงินสดในบัญชีแล้ว คือ "ซื้อหุ้นตัวไหนดี" จะซื้อตัวไหนไม่ใช่จิ้มมั่วๆ เอาที่ชอบ เอาที่ชื่อเท่ดี หรือเอาตามที่คนอื่นซื้อนะครับ การเลือกซื้อหุ้นว่าจะซื้อตัวไหนดี ซื้อกี่ตัวดี ต้องเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนของเราครับ ต้องประเมินว่าหุ้นตัวนี้ จะทำกำไรได้ตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่
(สามารถดูข้อมูลหุ้นรายตัวได้ที่ เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

ส่งคำสั่ง ซื้อ - ขาย - ถือหุ้น - ทำกำไร

ซื้อหุ้น
เมื่อเลือกหุ้นตัวที่ต้องการซื้อได้แล้ว และผ่านการวิเคราะห์จากข้อมูลต่างๆ จนมั่นใจแล้ว ว่าจะซื้อ หรือลงทุนในหุ้นตัวนั้น ก็ถึงเวลาส่งคำสั่งซื้อ โดยอาจจะโทร.บอกให้มาร์เก็ตติ้งของเราส่งคำสั่งซื้อให้ หรือสามารถส่งคำสั่งซื้อขายเองได้ผ่านทางอินเตอร์เนต (ทั้งโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ก็ได้ ขอแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เนต)

ถือหุ้น และขายทำกำไร
เมื่อซื้อมาแล้วก็ถือหุ้น เพื่อรอให้ราคาเป็นไปตามที่เราคิดหรือประเมินไว้ ก็ขายทำกำไร เพื่อมองหาหุ้นตัวใหม่ที่จะลงทุนต่อไป (ถ้าเชื่อว่าหุ้นตัวนั้นจะเติบโตต่อไป หรือจ่ายปันผลดีทุกๆ ปี อาจจะถือยาวไปเรื่อยๆ เลยก็ได้ แล้วแต่ความต้องการและแผนการลงทุนของแต่ละคนครับ)


นั่นคือวิธีการ และหลักการพื้นฐาน สำหรับผู้ที่มีความสนใจ อยากลงทุน และแสวงหาความมั่งคั่งจากตลาดหุ้น สำหรับผลกำไรที่ได้จากตลาดหุ้นนั้น ไม่ใช่ว่าจะเข้ามาแล้วรวยได้เลย ว่ากันว่าถ้าเข้ามาตลาดหุ้นใหม่ๆ แล้วได้กำไร แปลว่าคุณดวงดี ถ้าขาดทุนแปลว่าซวยครับ การวัดฝีมือ ความสามารถของคุณนั้น ต้องมองกันยาวๆ เพราะแน่นอนว่าเราไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นกันแค่ อาทิตย์ สองอาทิตย์ หรือแค่เดือน สองเดือนเลิกนี่ครับ "ถ้าเก่งจริง ต้องได้กำไรครับ และได้กำไรสม่ำเสมอด้วย"

มีหนึ่งประโยคที่สะกิดใจนักลงทุนหลายๆ คนให้สะดุ้งได้เลยครับ เค้าว่าไว้ว่า

"อย่าโลภเกินความรู้และความสามารถ ของตัวเอง"

ผมเจอประโยคนี้แล้วรีบไปซื้อหนังสือมาอ่านเยอะๆ อ่านบทความเยอะๆ เลยครับ เพราะผมโลภมาก ; )

บทความโดย นพเดช เวชพิมล (Twitter: @pizad_sura)

การไม่ลงทุน คือความขาดทุนอย่างหนึ่ง

22:18
ทำไมไม่ลงทุน คือความขาดทุน
ผมค้นพบความจริงข้อหนึ่งคือ แค่เราเริ่มมีเงินเก็บไว้ เราก็เริ่มขาดทุนแล้ว !!

แล้วอะไรทำให้เราขาดทุน ? ง่ายๆครับ คำนี้ ทุกคนเคยได้ยิน คุ้นเคยกับมันดี แต่หลายคนอาจไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมัน คำคำนั้นคือ “เงินเฟ้อ” ครับ เงินเฟ้อในความหมายทั่วไปคือ ในระบบมีเงินเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น คนมีเงินเยอะขึ้น มีการใช้จ่ายมากขึ้น (ตรงข้ามกับเงินเฟ้อ คือ เงินฝืด เกิดจากคนไม่ค่อยจะใช้เงินกัน) แล้วทีนี้ ทำไมเราอยู่ดีๆ ถึงขาดทุนล่ะ ครับผม การที่เรามีเงินเก็บไว้ ไม่ว่าจะฝังโอ่งไว้ เก็บไว้ในตู้เซฟที่บ้าน หรือว่าฝากไว้ตามธนาคารพานิชย์ทั่วไป เงินของเราก็จะมีค่าน้อยลงเรื่อย ๆ อธิบายง่าย ๆ ได้ดังนี้ . . .

คำอธิบายนี้ผมใช้อธิบายกับแม่ของผมเอง เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ผมอธิบายว่า เงินเฟ้อ จะทำให้เงินของเราที่เก็บไว้ มีค่าน้อยลง ผมถามแม่ว่าตอนนี้หมูกิโลล่ะเท่าไหร่ และปีที่แล้วหมูกิโลละเท่าไหร่ แม่บอกว่า ตอนนี้หมูกิโละ 140 บาท ปีที่แล้วหมูกิโลนึงราคาแค่ประมาณ 100 บาท ผมบอกว่า นั่นแหล่ะ คือเงินเฟ้อ เห็นมั้ย เงินของแม่มีค่าน้อยลง จากที่เมื่อก่อนแม่เคยมีเงิน 100 บาท ซื้อหมูได้ 1 กิโล แต่ตอนนี้ แม่มีเงิน 100 บาท แม่ไม่สามารถซื้อหมูได้ 1 กิโลอีกแล้ว นั่นคือ เงินมีค่าน้อยลง เมื่อเวลาผ่านไป (เงินเฟ้อขึ้นทุกปี) เป็นไงล่ะครับ แค่เอาเงิน 100 บาท ใส่ไว้ในกระเป๋าเฉยๆ เราก็ “ขาด-ทุน” แล้วครับ (ขาดทุน = ทุนขาดไป)



เอาเงินฝากธนาคาร ขาดทุนรึเปล่า ?


ฝากประจำ หรือว่าออมทรัพย์กับธนาคาร อย่างน้อยเราก็ได้ดอกทุกปีนี่? ไม่เลยครับ เราขาดทุนเต็ม ๆ เน้น ๆ ขาดทุนแบบแสกหน้าเลย เค้าให้ดอกเบี้ยเรา 2.5 % (นี่คือดอกเบี้ยเงินฝากที่ผมเจอสูงสุด ณ ตอนนี้) แต่เงินเฟ้อปีนึงอย่างน้อย ๆ 5% ครับ ของแพงขึ้นทุกปี ยิ่งดองเงินไว้ในธนาคาร ยิ่งมากเท่าไหร่ เรายิ่งขาดทุนมากเท่านั้น

วิธีแก้ ?


ง่ายมากเลยจริง ๆ ครับ รู้มั้ยครับ คุณโชคดีมากมี่อ่านมาถึงบรรทัดนี้

วิธีแก้ความขาดทุนจากการ ไม่ลงทุน ก็คือ การลงทุนครับ

5555 ผมพูดจริงๆ นะ ไม่ได้ล้อเล่น ผมขอจบบทความเพียงเท่านี้



บทความโดย นพเดช เวชพิมล (Twitter: @pizad_sura)

*บทความนี้ โพสครั้งแรกที่ ปีศาจสุรา.com เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554

ทำไมถึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?

11:07
เมื่อพูดถึงคำว่า "ลงทุน" ที่ที่ถูกนึกถึงเป็นที่แรก ๆ คือ ตลาดหุ้น (หรือ ตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งเป็นศูนย์กลางซื้อ - ขาย แลกเปลี่ยน หลักทรัพย์ หรือหุ้นที่ได้ออกจำหน่ายแก่สาธารณชน

การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ยังถือเป็นเรื่องของคนส่วนน้อยในประเทศไทย แม้ว่าจะมีหน่วยงานเพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นโดยเฉพาะ (tsi-thailand.org) ก็ยังเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนต่อประชากรได้ไม่มากนัก

จึงอยากแนะนำคนรุ่นใหม่ และผู้ที่ต้องการแสวงหาความมั่งคั่ง ให้เห็นถึงข้อดีข้องตลาดหุ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ดี แต่จะบอกให้รู้ ว่ามัน "เจ๋ง" ขนาดไหน



ให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินได้


แรกสุดเราต้องไม่ปฏิเสธว่า เราตื่นเช้าไปเรียน ไปทำงานแต่เช้าทุกวันนี้ ก็เพราะเราต้องการหาเงินเป็นหลัก และการลงทุนในตลาดหุ้น สามารถทำให้คุณหลุดพ้นจากวังวนแห่งการเป็นมนุษย์เงินเดือนได้
โดยการตั้งใจศึกษาหาความรู้การลงทุน และวางแผนการลงทุนในหุ้นให้ชัดเจน ที่สำคัญคือ ต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะหลุดพ้นจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน และต้องการที่จะเป็นมนุษย์ที่มีอิสรภาพทางการเงิน


หุ้น เป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูง


ทรัพย์สินที่ซื้อขายลงทุนในท้องตลาดนั้น มีหลากหลายชนิด ทั้ง บ้าน ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ พระเครื่อง หรืออะไรต่าง ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวเองได้ ส่วนมากเมื่อซื้อมาแล้ว จะต้องใช้เวลานานในการรอคอยที่จะหาคนมาซื้อได้ อาจจะทำผ่านนายหน้า และมีกลุ่มเป้าหมายแค่กลุ่มเล็ก ๆ แต่การซื้อขายหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถซื้อขายได้ตั้งแต่เวลา 10 เช้า ถึง 4 โมงครึ่งของทุกวันทำการ เรียกได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะเดี่ยวนี้ สามารถซื้อ-ขายทางโทรศัพท์มือถือ แทบเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ผ่านทางอินเตอร์เนตได้ทันที


สามารถเป็นเจ้าของกิจการ


การที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น มีจุดประสงค์เพื่อระดมเงินทุน เพื่อขยายกิจการ เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ สำหรับผู้ที่มีความฝันอยากมีกิจการของตัวเอง และเป็นกิจการที่เราชอบจริง ๆ เป็นกิจการระดับประเทศ มีให้เลือกทั้งกิจการพลังงาน ธนาคาร ปิโตรเคมี ห้างค้าปลีก โรงหนัง โรงงานต่าง ๆ ฯลฯ โดยถ้านักลงทุนคนไหนเป็นเจ้าของหุ้นมากกว่าหรือเท่ากับ 0.05% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท จะมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนั้น (ปรากฎในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์)


ไม่ต้องเสียภาษี


ตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ซื้อขายหลักทรัพย์แล้วไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐบาล โดยเสียแค่คอมมิชชั่นให้กับโบรคเกอร์เท่านั้น ถือได้ว่าได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา หรือในทวีปยุโรป

*หมายเหตุ นักลงทุนหุ้นในประเทศไทยต้องเสียภาษีเงินปันผลโดยหัก ณ ที่จ่ายเป็นจำนวน 10% ของมูลค่าปันผลทั้งหมดที่ได้ แต่จะยื่นขอคืนจากรัฐบาลได้ตอนยื่นเสียภาษีประจำปี (เครดิตภาษี)


ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด


เชื่อเหลือเกินว่า ผู้คนจำนวนมากมีทัศนคติไม่ดีต่อตลาดหุ้น เป็นเพราะไม่โอกาสได้ทำความรู้จักและเรียนรู้ตลาดหุ้นที่แท้จริง อาจมองตลาดหุ้นเป็นที่เสี่ยงอันตราย มีโอกาสหมดตัวได้ เล่นหุ้นเหมือนการเล่นการพนัน อยากยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ตลาดหุ้น ก็เหมือนตลาดที่ขายของทั่วไป ที่มีขายทั้งผัก หมู เป็ด ไก่ และมีเหล้า บุหรี่ขายด้วย (ดีไม่ดีหลังตลาดอาจมียาเสพติดขายด้วย เหมือนกันครับ) เราเป็นคนซื้อ เป็นเจ้าของเงินเราก็เลือกเองเลยครับ ว่าอะไรเป็นอันตราย อะไรเป็นประโยชน์ ศึกษาให้รู้ ทำความรู้จัก แล้วจะรู้ว่า "มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด"



ในโลกทุนนิยม เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเลื่อนฐานะตนเองได้ จากคนระดับรากหญ้า คนชั้นกลาง ไปสู่ผู้ที่มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่เพราะดวงชะตา ไม่ใช่ฟ้าลิขิต อยู่ที่เราจะกล้าคิด และลงมือทำสิ่งที่เราตั้งใจอย่างไม่ย่อท้อ สู้ครับ เราจะอยู่เคียงข้างคุณ : )


บทความโดย นพเดช เวชพิมล (Twitter: @pizad_sura)